เนื้อเรื่องย่อ

การที่เราจะรู้ว่าที่ใดเป็นอารยธรรมหรือไม่ เราต้องดูจากองค์ประกอบของอารยธรรมหรือตัวชี้วัดความเป็นอารยธรรม ซึ่งมีดังนี้

ตัวชี้วัดของความเป็นอารยธรรม

   ขั้นปฐมภูมิ

1. การตั้งถิ่นฐานในเมือง

2. แรงงานผู้ชำนาญทำงานเต็มเวลา

3. การผลิตเกินความต้องการ

4. โครงสร้างชนชั้น

5. การจัดระเบียบเป็นรัฐ

     ขั้นทุติยภูมิ 

6. งานก่อสร้างสาธารณะถาวรเป็นอนุสรณ์สถานได้

7. การค้าทางไกล

8. งานศิลปะเป็นอนุสรณ์สถานเป็นมาตรฐาน

9. การเขียนอักษร

10. คณิตศาสตร์ เรขาคณิต และดาราศาสตร์

Untitled

                  ลักษณะขั้นปฐมภูมิคือความมุ่งหมายของการจัดระเบียบ ขั้นทุติยภูมิคือลักษณะของวัฒนธรรมวัตถุ ซึ่งสามารถศึกษาได้ในซากวัตถุทางโบราณคดี และหมายถึงการคงอยู่ของลักษณะขั้นปฐมภูมิบางประการหรือทั้งหมด สำหรับกรณีอาคารสาธารณะที่เป็นอนุสรณ์สถานได้ ปกติบ่งชี้ถึงการปกครองโดยอำนาจส่วนกลาง และยังแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์พยานส่วนหนึ่งสำหรับสังคมรัฐ

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นอารยธรรม

เนื้อเรื่องย่อ

ความหมายของอารยธรรม (Civilization)

       1. อารยธรรม ในภาษาไทยเป็นคำภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า อารย กับ ธรรม โดย อารยะ แปลว่า เจริญ และ ธรรม แปลว่า สิ่ง ทรงไว้ ดังนั้น อารยธรรมจึงหมายถึง สิ่งที่เจริญ

          อารยธรรม ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานประจำปี พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายคือ ความสงบสุขของสังคมที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งศีลธรรม และกฎหมาย ; ความเจริญเนื่องด้วยองค์การของสังคม เช่น การเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรม ความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี

       2. อารยธรรม ในภาษาอังกฤษคือคำว่า civilization มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับคำ civil และ civilized ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า civis หมายถึง พลเมือง (citizen) เมื่อเราแยกคำว่า civil หมายถึง เมือง และ -ization ซึ่งมีความหมายโดยนัยบอกว่าเป็น กระบวนการทำให้เป็น…  ดังนั้น civilization จึงมีความหมายว่า กระบวนการทำให้เป็นเมือง

          กล่าวโดยสรุปอารยธรรม หมายถึง สังคมที่มีความเจริญก้าวหน้าแบบสังคมเมือง เป็นสังคมที่ความเจริญรุ่งเรือง มีโครงสร้างของสังคมที่เป็นระบบ สมาชิกมีความสามารถและความชำนาญพิเศษในการคิดประดิษฐ์ และพัฒนาให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ หรือสังคมที่มีความเจริญด้านวัฒนธรรมในลักษณะของสังคมเมืองนั่นเอง

ความหมายของอารยธรรม

เนื้อเรื่องย่อ

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมอินเดียหรืออารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

เป็นแหล่งอารยธรรมเริ่มแรกของอินเดีย อยู่บริเวณดินแดนภาคตะวันตกของอินเดีย (ปากีสถานในปัจจุบัน) ที่แม่น้ำสินธุไหลผ่าน อาณาเขตลุ่มแม่น้ำสินธุครอบคลุมบริเวณกว้างกว่าลุ่มแม่น้ำไนล์แห่งอิยิปต์ โดยทุกๆปีกระแสน้ำได้ไหลท่วมท้นฝั่งทำให้ดินแดนลุ่มน้ำสินธุอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำกสิกรรม นักประวัติศาสตร์บางคนเรียกอารยธรรมในดินแดนนี้ว่า วัฒนธรรมฮารัปปา (Harappa Culture) ซึ่งเป็นชื่อเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำสินธุเมื่อประมาณ 3,500 – 1,000 ปี ก่อนพุทธศักราช

 

         39

            จากภูมิประเทศของอินเดียที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีเทือกเขาหิมาลัยกั้นอยู่ทางตอนเหนือ มีเทือกเขาฮินดูกูชอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ทางด้านตะวันตกติดกับทะเลอาหรับ ส่วนทางตะวันออกติดกับมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงอ่าวเบงกอล ดังนั้น ผู้ที่เดินทางบกเข้ามายังบริเวณนี้ในสมัยโบราณต้องผ่านช่องเขาทางด้านตะวันตกที่เรียกว่า ช่องเขาไคเบอร์ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะเข้าสู่อินเดียในสมัยโบราณ ช่องเขานี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อินเดียตลอดมา เพราะเส้นทางนี้เป็นทางผ่านของกองทัพของผู้รุกรานและพ่อค้าจากเอเชียกลาง อัฟกานิสถานเข้าสู่อินเดีย เพราะเดินทางได้สะดวก อ่านเพิ่มเติม

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

เนื้อเรื่องย่อ

          

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่ออารยธรรมจีน

          จีนเป็นดินแดนที่มีความกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำฮวงโห หรือแม่น้ำเหลืองในภาคเหนือของจีน ในบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห เป็นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์เนื่องจากมีดินสีเหลือง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเกษตร ในหน้าน้ำจะมีน้ำเอ่อล้นและพัดดินตะกอนมาทับถม ทำให้ที่ราบริมแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมอยู่เสมอ ส่วนลักษณะภูมิอากาศเป็นเขตอบอุ่น ปริมาณฝนในหน้าแล้งมีน้อยจึงมีน้ำไม่เพียงพอ ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำเป็นสำคัญ ปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้ชาวจีนต้องมาอยู่รวมกันเป็นชุมชน และสร้างระบบชลประทานขึ้นด้วยการขุดคลองเพื่อระบายน้ำในขณะที่น้ำเอ่อล้น และทดน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ส่วนทรัพยากรธรรมชาติบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโหมีป่าไม้และแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ถ่านหิน เหล็ก ตะกั่ว ทองแดง จากสภาพภูมิศาสตร์นี้ทำให้ชาวจีนสร้างสรรค์อารยธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอาชนะธรรมชาติ เช่น การคำนวณฤดู การควบคุมอุทกภัย ซึ่งชาวจีนได้นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นชุมชน มีการเกณฑ์แรงงานเพื่อควบคุมระบบชลประทานภายใต้ผู้นำชุมชน ซึ่งต่อมากลายเป็นชนชั้นปกครองและระบบกษัตริย์

          นอกจากนี้ลักษณะที่ตั้งของจีนมีปราการธรรมชาติ คือ ทางตะวันออกมีมหาสมุทรแปซิฟิก ทางใต้เต็มไปด้วยภูเขาและป่าดิบร้อน ส่วนทางตะวันตกและทางเหนือก็เป็นทุ่งหญ้าทะเลทรายและภูเขา มีส่วนช่วยให้อารยธรรมจีนคงอยู่มาต่อเนื่องยาวนานโดยได้รับอิทธิพลจากภายนอกน้อยมาก

29 อ่านเพิ่มเติม

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโห

อารยธรรมโรมัน

1. ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่ออารยธรรมโรมัน

          อารยธรรมโรมันกำเนิดที่คาบสมุทรอิตาลี  ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป โดยมีลักษณะเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา และเนินเขา ได้แก่ เทือกเขาแอลป์ทางทิศเหนือซึ่งกั้นคาบสมุทรอิตาลีออกจากดินแดนส่วนอื่นของทวีปยุโรป และเทือกเขาแอเพนไนน์ซึ่งเป็นแกนกลางของคาบสมุทร ส่วนบริเวณที่ราบมีน้อยและมีที่ราบน้อย จึงทำให้การตั้งถิ่นฐานของชุมชนอยู่อย่างกระจัดกระจายเป็นชุมชนเล็กๆ พื้นที่การเกษตรมีไม่มากนัก แต่เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น บริเวณดังกล่าวไม่สามารถรองรับการเกษตรที่ขยายตัวได้ จึงเป็นสาเหตุที่ชาวโรมันขยายดินแดนไปยังดินแดนอื่นๆ

21

แผนที่กายภาพแสดงที่ตั้งของอารยธรรมโรมัน

2. สมัยสาธารณรัฐ

          พวกอิทรัสกัน โดยได้รับอารยธรรมของกรีก ซึ่งต่อมาได้อพยพเข้ามาในแหลมอิตาลี จึงได้นำเอาความเชื่อในศาสนาและเทพเจ้าของกรีก ศิลปะการแกะสลัก การทำเครื่องปั้นดินเผา ตัวอักษร การทำนายจากการดูเครื่องในของสัตว์และการบินของนก การสร้างซุ้มประตูโค้ง (Arch) และประติมากรรมเทพเจ้าเข้ามาเผยแพร่ นอกจากพวกอิทรัสกันแล้วยังมีชนเผ่าอื่น ๆ อีก เช่น พวกละติน ต่อมาได้ตกมาอยู่ภายใต้การปกครองพวกอิทรัสกัน อ่านเพิ่มเติม

อารยธรรมกรีก

1. สภาพภูมิศาสตร์ของกรีก

         ดินแดนของกรีกบนพื้นแผ่นดินในทวีปยุโรปแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ

         1.1 ภาคเหนือ ได้แก่ แคว้นมาซิโดเนีย (Macedonia) เทสซาลี (Thessaly) และอิไพรัส (Epirus)

         1.2 ภาคกลาง ได้แก่ บริเวณที่เป็นเนินเขาสูง เป็นที่ตั้งของนครทีบส์ (Thebes) นครเดลฟี (Delphi) ช่องเขาเทอร์มอปิเล (Thermopylae) และยอดเขาพาร์แนสซัส (Parnassus) ซึ่งเป็นที่สถิตของอะพอลโล (Apollo) หรือสุริยเทพ ตรงปลายสุดของด้านตะวันออก คือ แคว้นอัตติกา (Attica) ซึ่งมีเมืองหลวง คือ นครเอเธนส์ (Athens) แหล่งกำเนิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย

        1.3 บริเวณคาบสมุทรเพโลพอนนีซัส (Peloponnesus) อยู่ตอนใต้อ่าวคอรินท์ เป็นที่ตั้งของนครรัฐสปาร์ตา (Sparta) ที่มีชื่อเสียงด้านการรบ และโอลิมเปีย (Olympia) ซึ่งเป็นที่สิงสถิตของบรรดาเทพเจ้ากรีก

12

อ่านเพิ่มเติม

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์

8

1. ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์หรืออารยธรรมอียิปต์โบราณก่อกำเนิดบริเวณดินแดนสองฝั่ง แม่น้ำไนล์ ตั้งแต่ปากแม่น้ำไนล์จนไปถึงตอนเหนือของประเทศซูดานในปัจจุบัน

ทิศเหนือ ติดกับ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและคาบสมุทรไซนายอียิป

ทิศตะวันตก ติดกับ ทะเลทรายลิเบียและทะเลทรายซาฮารา

ทิศตะวันออกและทิศใต้ ติดกับทะเลทรายนูเบียและทะเลแดง

      จากสภาพภูมิอากาศดังกล่าวจะเห็นว่า บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์เปรียบเสมือนโอเอซิสท่ามกลางทะเลทราย จึงเป็นปราการธรรมชาติป้องกันการรุกรานจากภายนอกได้

             สภาพภูมิประเทศของลุ่มแม่น้ำไนล์ก่อนที่จะรวมเป็นปึกแผ่น ได้แบ่งออกเป็นบริเวณลุ่มน้ำออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นบริเวณอียิปต์ล่าง (Lower Egypt) อยู่บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำไนล์แยกเป็นแม่น้ำสาขาที่มีลักษณะเป็นรูปพัด แล้วไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชาวกรีกโบราณเรียก บริเวณนี้ว่า เดลตา และบริเวณอียิปต์บน (Upper Egypt) ได้แก่ บริเวณที่แม่น้ำไนล์ไหลผ่าน หุบเขา เป็นที่ราบแคบๆ ขนาบด้วยหน้าผาที่ลาดกว้างใหญ่ ถัดจากหน้าผา คือ ทะเลทราย ต่อมาเมเนส (Menes) ประมุขแห่งอียิปต์ล่างจึงได้รวมดินแดนทั้งสองเข้าด้วยกัน

2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอารยธรรมลุ่มน้ำไนล์

2.1 ที่ตั้ง

2.1.1 เนื่องจากหิมะละลายในเขตที่ราบสูงเอธิโอเปีย ทำให้บริเวณแม่น้ำไนล์มีดินตะกอนมาทับถมจึงเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์

2.1.2 มีความได้เปรียบทางธรรมชาติ เนื่องจากประเทศอียิปต์เป็นดินแดนที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายทำให้มีปราการธรรมชาติในการป้องกันศัตรูภายนอก

2.2 ทรัพยากรธรรมชาติ

แม้อียิปต์จะแห้งแล้ง แต่สองฝั่งแม่น้ำไนล์ก็ประกอบด้วยหินแกรนิตและหินทราย ซึ่งใช้ก่อสร้างและพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองด้านสถาปัตยกรรม วัสดุเหล่านี้มีความแข็งแรงคงทนแข็งแรงและช่วยรักษามรดกทางด้านอารยธรรมของอียิปต์ให้ปรากฏแก่ชาวโลกมาจนกระทั่งปัจจุบัน อ่านเพิ่มเติม

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไทกริส – ยูเฟรติส

1. สภาพทางภูมิศาสตร์ของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

          ดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) คือบริเวณดินแดนที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริส (Tigris) และยูเฟรติส (Euphrates) หรือบริเวณประเทศอิรักในปัจจุบัน เป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญของโลก ดินแดนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์เนื่องจากแม่น้ำทั้งสองสายท่วมท้นตลิ่งในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อน้ำลดพื้นดินจึงเต็มไปด้วยโคลนตมที่กลายเป็นปุ๋ยอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้บริเวณนี้เหมาะแก่การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ดินแดนจากเมโสโปเตเมียไปจนถึงชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจึงมีชื่อว่า ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (The Fertile Crescent) หรือ วงโค้งแห่งความอุดมสมบูรณ์

เมโส

2. การตั้งถิ่นฐานของชาติพันธุ์ต่างๆ

          ผู้ตั้งหลักแหล่งพวกแรกของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ พวกสุเมเรียน ภายหลังจากนั้นจึงมีพวกเซมิติกและสาขา เช่น พวกฟินีเชียน อมอไรต์และฮิบรู พวกอินโด-ยูโรเปียน และสาขา ได้แก่ พวกฮิตไตท์และเปอร์เซียน อพยพจากดินแดนตอนเหนือเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเมโสโปเตเมียในเวลาต่อมา

3. ด้านการเมืองการปกครอง

          ชาวสุเมเรียนรวมตัวกันเป็นแว่นแคว้นแบบนครรัฐ มีเจ้าผู้ครองนครทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองและผู้นำทางศาสนา มีฐานะเสมือนเทพเจ้าประจำนคร ปกครองแบบนครรัฐอิสระไม่ขึ้นต่อกัน ต่อมาเริ่มมีการแย่งชิงดินแดนและแหล่งน้ำระหว่างรัฐ จนในที่สุดถูกโจมตีจากพวกคาลเดียน ที่มีอำนาจจนสามารถตั้งอาณาจักรที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงบาบิโลน ภายหลังจากนั้นก็มีพวกอื่นเข้ามาโจมตีอาณาจักรนี้ จนกระทั่งผู้นำเผ่าอมอไรต์(เป็นสาขาหนึ่งของพวกเซมิติก)  เข้ายึดอาณาจักรบาบิโลนพร้อมทั้งสถาปนาผู้นำขึ้นเป็นกษัตริย์

เมโสๅ.png2

          ชาวอมอไรต์มีกษัตริย์ชื่อ พระเจ้าฮัมมูราบี เป็นผู้มีชื่อเสียง เนื่องจากทรงขยายอำนาจและทำการปกครองอย่างมีระบบ เห็นได้จากการที่ทรงโปรดให้ประมวลกฎหมายของนครรัฐต่างๆ เป็นกฎหมายชื่อ “ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี” ซึ่งถือเป็นประมวลกฎหมายที่จารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก บันทึกไว้ด้วยอักษรรูปลิ่ม ลักษณะกฎหมายมีความเข้มงวดกว่ากฎหมายเดิมของชาวสุเมเรียน ซึ่งลงโทษโดยเสียเงินค่าปรับ แต่ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีเป็นการลงโทษโดยใช้หลัก “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” อ่านเพิ่มเติม